“Montbell” แบรนด์เอาต์ดอร์ท้าทายลมหนาว เมื่อ “ฟังก์ชันคือความสวยงาม”
เปิดประวัติศาสตร์ครึ่งศตวรรษของ “Montbell” แบรนด์ญี่ปุ่นชื่อฝรั่งเศส เจ้าของสโลแกน “ฟังก์ชันคือความสวยงาม”
เข้าฤดูหนาวอย่างนี้ หลายคนน่าจะมีแพลนเดินทางไปท้าทายลมหนาวตามจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดอยหรือภูในประเทศ ไปจนถึงการทริปต่างประเทศที่สภาพอากาศอาจหนาวสะท้านยิ่งกว่าประเทศไทย
นั่นทำให้หลายคนอาจเริ่มค้นหาอุปกรณ์เครื่องนุ่งห่มสร้างความอบอุ่นและสู้กับลมหนาว ชื่อที่คนนึกถึงอาจมีทั้ง Patagonia หรือ The North Face แต่อีกหนึ่งชื่อที่จะลืมไม่ได้คือ “Montbell” (มองต์เบลล์) แบรนด์เอาต์ดอร์ท้าทายลมหนาวที่ชื่อเหมือนฝรั่งเศสแต่มาจากญี่ปุ่น
ความฝันแค่ 2 อย่าง
เรื่องราวของ Montbell เริ่มต้นที่ผู้ก่อตั้งและซีอีโออย่าง “ทัตสึโนะ อิซามุ”
เขาเกิดในปี 1947 ที่โอซากา ประเทศญี่ปุ่น อิซามุทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ในวัยเยาว์ให้กับความฝันในการเป็นนักปีนเขา จากความประทับใจอย่างลึกซึ้งต่อหนังสือ “Heinrich Harrer's White Spider: The Classic Account of the Ascent of the Eiger” ซึ่งเล่าเรื่องราวของทีมปีนเขา 4 คนที่พิชิตยอดเขาไอเกอร์ในสวิตเซอร์แลนด์ได้สำเร็จเป็นคนแรกในปี 1938
อิซามุตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ 2 อย่าง คือ “การเป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกที่พิชิตยอดเขาไอเกอร์” และ “การตั้งบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการปีนเขา”
อิซามุใช้เวลาไม่นานนักในการเริ่มลงมือทำตามความฝัน เพราะในปี 1969 ขณะอายุ 21 ปี เขาได้กลายเป็นชาวญี่ปุ่นคนที่ 2 ที่พิชิตยอดเขาไอเกอร์ได้สำเร็จ ใช้เวลาเพียง 21 ชั่วโมง โดยไม่ทันได้เป็นคนแรกเนื่องจาก ทาคาตะ มิสึมาสะ เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ดังกล่าวไปก่อน
แต่กรณีของมิสึมาสะนั้น โชคร้ายที่เพื่อนร่วมปีนเขาของเขาเสียชีวิตระหว่างทาง ทำให้อิซามุเกิดคติประจำตัวขึ้นมา นั่นคือ “เร็วและเบา” (Fast and Light) โดยเชื่อว่าอุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดอันตรายได้
หลังจากพิชิตยอดเขาไอเกอร์ อิซามุก็ยิ่งมุ่งมั่นที่จะทำภารกิจที่สองให้สำเร็จ โดยเฉพาะหลังจากได้ทดลองใช้อุปกรณ์ปีนเขาเกือบทุกยี่ห้อ และพบว่ามีเพียง Patagonia เท่านั้นที่แข็งแกร่งพอ เขาจึงตั้งมั่นที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานเดียวกัน
หลังจากนั้นเขายังพิชิตยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์นในสวิตเซอร์แลนด์อีกลูก
เมื่อชาวญี่ปุ่นได้ทราบถึงความสำเร็จของอิซามุในสวิตเซอร์แลนด์ พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราจะต้องปีนเขาสูงขนาดนั้น เพราะในสมัยนั้นแทบไม่มีวงการปีนเขาในญี่ปุ่นเลย
แต่ในปี 1970 เมื่ออิซามุอายุ 23 ปี เขาตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนปีนผาแห่งแรกในญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของวงการปีนผาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจภายในประเทศ ในบรรดานักเรียนกลุ่มแรกที่อิซามุรับเข้าเรียน หนึ่งในนั้นได้เป็นประธานบริษัท Montbell ในเวลาต่อมา
ในช่วงเวลานั้น อิซามุยังทำงานให้กับบริษัทเล็ก ๆ ที่เชี่ยวชาญด้านสิ่งทออุตสาหกรรม เช่น Kevlar และ Nomex ซึ่งเป็นวัสดุทนไฟ สิ่งนี้ทำให้อิซามุเกิดความคิดที่จะใช้วัสดุใหม่ ๆ ในการผลิตอุปกรณ์กลางแจ้งในยุคนั้น
กระทั่งปี 1975 ขณะอายุ 28 ปี อิซามุบรรลุความฝันที่สองของเขา โดยก่อตั้งบริษัทของตนเองชื่อ Montbell Co., Ltd. เพื่อผลิตเสื้อผ้าและอุปกรณ์ปีนเขา
สำหรับชื่อของ Montbell มาจากภาษาฝรั่งเศส “mont belle” ซึ่งแปลว่า “ภูเขาที่สวยงาม”
เร็วและเบา
ผลิตภัณฑ์แรกของ Montbell คือ ถุงช้อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ต ยอดขายในปีแรกทะลุ 100 ล้านเยน ซึ่งช่วยสนับสนุนช่วงเริ่มต้นธุรกิจของมอนต์เบลล์
ต่อมาบริษัทได้ผลิตสินค้าเรือธง นั่นคือ “ถุงนอน” ที่ทำจาก “DuPont HolloFil” หรือฉนวนใยสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่ทนทาน น้ำหนักเบา ออกแบบมาเพื่อให้ความอบอุ่นโดยการกักเก็บอากาศไว้ในแกนกลาง
ถุงนอนเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดกลางแจ้งของญี่ปุ่นและได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม
แน่นอนว่าในฐานะคนชอบทำกิจกรรมเอาต์ดอร์ อิซามุยังออกแบบเสื้อแจ็กเกตที่เข้ากันได้กับความชอบของเขา จนออกมาเป็น “Mont Blanc Jacket” ที่เดบิวต์ออกสู่ตลาดในปี 1978 รวมถึงเริ่มผลิตกางเกงปีนเขาที่ทนทานต่อการเสียดสีสูง
ปี 1978 ยังมีความสำคัญ เพราะเริ่มส่งออกผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายในต่างประเทศ ที่แรกคือ “Sport Schuster” ร้านขายอุปกรณ์ปีนเขาที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของยุโรป ในประเทศเยอรมนี
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อิซามุเริ่มสนใจกีฬาทางน้ำทุกประเภท เขาหลงใหลในการพายเรือแคนูและคายัค และคว้าชัยชนะในการแข่งขันเรือคายัค Kansai Wildwater ประจำปีครั้งที่ 3
นั่นทำให้ Montbell กลายเป็นบริษัทแรกที่นำเข้าเรือคายัคโพลีเอทิลีนมายังญี่ปุ่น และได้รับความนิยมมหาศาลอีกครั้ง
เกือบ 3 ทศวรรษนับจากนั้น ทัตสึโนะได้พายเรือคายัคในแม่น้ำหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำทริชูลี แม่น้ำมาร์ชยางดี และแม่น้ำเซติในเทือกเขาหิมาลัยของเนปาล หุบเขาคุโรเบะตั้งแต่เทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นไปจนถึงทะเลญี่ปุ่น แม่น้ำโคโลราโดผ่านแกรนด์แคนยอนในรัฐแอริโซนา และแม่น้ำผ่านป่าดงดิบของคอสตาริกาในอเมริกากลาง
งานอดิเรกทางน้ำของอิซามุกลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเสื้อผ้าสำหรับกีฬาทางน้ำของ Montbell ตัวอย่างที่โดดเด่นคือเสื้อ Aleut Ocean Anorak อันโด่งดัง
และเพื่อดึงดูดลูกค้าจากตลาดที่กว้างไกลกว่าตลาดเอาต์ดอร์แบบฮาร์ดคอร์ Montbell จึงได้เปิดธุรกิจกึ่งเอาต์ดอร์หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงโฮสเทลสำหรับเยาวชน และแม้แต่บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านอาหารแห้งแช่แข็ง
ร้านค้า Montbell ผุดขึ้นทั่วญี่ปุ่นเร็ว รวมถึงเริ่มทำกำไรได้ค่อนข้างดี ทำให้อิซามุมีเงินทุนมากพอที่จะทำในอีกสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน นั่นคือการติดต่อขอนำสินค้าของ Patagonia มาขายในญี่ปุ่น
อิซามุได้ไปพบ “อีวอง ชูนาร์ด” ผู้ก่อตั้ง Patagonia ซึ่งเขาให้ความเคารพนับถืออย่างมากนับตั้งแต่ที่เขาได้ใช้อุปกรณ์ปีนเขาของแบรนด์เอาต์ดอร์ระดับโลกรายนี้ รวมถึงชื่นชมแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติของเขาด้วย
ปรากฏว่าอีวองเองก็ชื่นชมอิซามุเช่นกัน และทั้งคู่ก็ตกลงกันว่า Montbell จะจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Patagonia ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพตลอดชีวิตของทั้งคู่
ในปี 1990 ชื่อ Montbell ได้แพร่หลายไปทั่วแปซิฟิก และได้เปิดสำนักงานในยุโรปและสหรัฐฯ เพื่อเอาใจนักผจญภัยกลางแจ้งชาวตะวันตกที่กระหายในดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นและผลิตภัณฑ์ที่ใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ
ในปี 2006 แบรนด์ได้เปิดตัวหนึ่งในดีไซน์ที่ล้ำสมัยที่สุด นั่นคือเสื้อแจ็กเกต Superior Down ซึ่งในขณะนั้นเป็นหนึ่งในเสื้อแจ็กเกตดาวน์ที่เบาที่สุดเท่าที่เงินจะหาซื้อได้
ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างขนเป็ด 800-fill-power ที่มีความหนาแน่นสูงเข้ากับไนลอนน้ำหนักเบา เสื้อแจ็กเกต Superior Down กลายเป็นสินค้าหลักสำหรับนักแบ็กแพ็กและนักปีนเขาที่ชื่นชอบชุดอุปกรณ์น้ำหนักเบาพิเศษ ซึ่งเป็นตัวอย่างชั้นยอดที่แสดงให้เห็นถึงปรัชญาการทำงานที่รวดเร็วและเบาของอิซามุ
ขณะที่หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของแบรนด์ ณ ปัจจุบัน คือ “Montbell Tachyon Jacket”
เสื้อกันลมตัวนี้ผลิตจากไนลอนริปสต็อป บางเฉียบเพียง 2.5 ออนซ์ ซึ่งเบากว่าเสื้อแจ็กเกตอื่นครึ่งหนึ่ง และแตกต่างจากเสื้อกันลมน้ำหนักเบาพิเศษอื่น ๆ ที่ลดน้ำหนักด้วยคุณสมบัติแบบมินิมอล
Tachyon ยังมีช่องกระเป๋าซิปสองช่อง กระเป๋าเก็บของติดตีนตุ๊กแก ฮู้ดปรับได้และเอวยางยืด และช่องระบายอากาศเล็ก ๆ ใต้วงแขน ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นเสื้อแจ็กเกตกันลมทรงเพรียวบางที่สบาย มีความยืดหยุ่นและระบายอากาศได้ดีอย่างน่าประหลาดใจ เหมาะกับนักเดินป่าและนักวิ่ง จนการยกย่องว่ามีคุณสมบัติระบายอากาศที่ดีที่สุดในตลาดเอาต์ดอร์
ฟังก์ชันคือความสวยงาม
แก่นแท้ของผลิตภัณฑ์ Montbell ยังถูกถ่ายทอดผ่านแนวคิด “Function is Beauty” (ฟังก์ชันคือความสวยงาม) ซึ่งเป็นสโลแกนใหม่ต่อจาก เร็วและเบา คงไม่เกินจริงนักที่จะกล่าวว่า ประวัติศาสตร์ของ Montbell คือประวัติศาสตร์แห่งวิวัฒนาการของอุปกรณ์เอาต์ดอร์สมัยใหม่
และเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีในปี 2025 ทาง Montbell ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สะท้อนถึงสโลแกนดังกล่าวของพวกเขา
ตัวอย่างเช่น “50th Mont Blanc Jacket” ซึ่งพัฒนาต่อยอดจาก Mont Blanc Jacket รุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 1978
บริษัทระบุว่า “ในสมัยนั้น เสื้อผ้าสำหรับปีนเขาในฤดูหนาวยังไม่เหมาะกับการใช้งานมากนัก บริษัทของเราจึงรับความท้าทายในการพัฒนาเสื้อแจ็กเกตกันหนาวแบบมีฉนวน น้ำหนักเบา กะทัดรัด ทนทานต่อความชื้น”
Mont Blanc Jacket รุ่นแรกใช้ Dacron Hollofil II ซึ่งเป็นเส้นใยกลวงที่พัฒนาโดยบริษัท DuPont ของสหรัฐฯ ด้วยการผสมผสานความอบอุ่นเป็นพิเศษเข้ากับดีไซน์น้ำหนักเบา เสื้อแจ็กเกตรุ่นนี้จึงชนะใจนักผจญภัยกลางแจ้งในสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบัน เช่น นักปีนเขาที่ต้องพักแรมในถ้ำหิมะหรือบนหน้าผาหิน
เสื้อแจ็กเกตรุ่นแรกนั้นวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 1978-1982 ได้รับเสียงชื่นชมอย่างสูงจากนักปีนเขาที่พิชิตเทือกเขาแอลป์ในยุโรป และกลายเป็นเสื้อผ้าชั้นนอกอันเป็นเอกลักษณ์ของ Montbell บุกเบิกเสื้อแจ็กเกตบุฉนวน
เสื้อแจ็กเกตรุ่นครบรอบ 50 ปีนี้ได้จำลองรูปลักษณ์ดั้งเดิม ตั้งแต่ดีไซน์พื้นฐานไปจนถึงรายละเอียดต่าง ๆ เช่น กระเป๋าเก็บความร้อนมือและซิปแบบขดลวดบนฮู้ด แต่เปลี่ยนวัสดุหลักเป็น “EXCELOFT” ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์ประสิทธิภาพสูงล่าสุดของบริษัท
EXCELOFT คือวัสดุสังเคราะห์ลิขสิทธิ์เฉพาะที่มีความสามารถในการกักเก็บความร้อนได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการกักเก็บอากาศอุ่นไว้ภายในเส้นใยที่มีความหนาแตกต่างกัน 3 ชนิด ทนทานต่อความชื้น แห้งเร็ว และคงรูปทรงได้ดีแม้ผ่านการซักหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังมีน้ำหนักเบา กะทัดรัด พกพาสะดวก และสามารถซักด้วยเครื่องซักผ้าได้ที่บ้าน
“แม้จะยังคงดีไซน์พื้นฐานของเสื้อผ้าสำหรับอากาศหนาวแบบคลาสสิกไว้อย่างเหนียวแน่น แต่เสื้อแจ็กเกตที่ปรับปรุงใหม่นี้ก็ยังถือเป็นชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงอดีตและอนาคตของ Montbell ไว้ด้วยกัน” บริษัทระบุ
ภารกิจของชีวิต
อิซามุประสบความสำเร็จเกินกว่าที่เขาตั้งไว้ตั้งแต่เด็ก และหลังจากทำภารกิจเหล่านี้สำเร็จ เขาก็เริ่มทำภารกิจเสริมต่าง ๆ เพื่อสังคม
ในปี 1991 เขาได้ก่อตั้ง Paramount Challenge Canoe (สมาคมญี่ปุ่นที่ส่งเสริมการพายเรือแคนูสำหรับผู้พิการ) และมีบทบาทอย่างมากในด้านการศึกษาเช่นกัน เขาเป็นศาสตราจารย์พิเศษประจำมหาวิทยาลัยเกียวโตและศาสตราจารย์พิเศษประจำมหาวิทยาลัยเท็นริ
อิซามุยังก่อตั้ง Montbell Club ซึ่งให้คำมั่นสัญญาว่า จะบริจาคค่าธรรมเนียมสมาชิกเพื่อกิจกรรมทางสังคมของญี่ปุ่น เช่น การบรรเทาทุกข์จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ในปี 2011
นอกจากเสื้อผ้าที่สวยงาม การผจญภัยกลางแจ้ง และความสำเร็จด้านการกุศลมากมายแล้ว อิซามุยังมีชีวิตที่ผ่อนคลายมากขึ้น เขาสนุกกับการฝึกฝนศิลปะพิธีชงชาแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม การเล่นขลุ่ยญี่ปุ่น และการบรรยายในมหาวิทยาลัย
เมื่อไม่นานมานี้ เขามุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่ที่มักถูกมองข้ามว่าเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว และยังขยายไปถึงการเตรียมพื้นที่เหล่านี้ให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาสัมผัสและเพลิดเพลินกับทัศนียภาพทางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และพื้นที่ชนบทของญี่ปุ่น
นี่คือเรื่องราวของอิซามุและ Montbell ซึ่งยอดเขาที่พวกเขาพิชิตร่วมกันมานั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ไอเกอร์ แมทเทอร์ฮอร์น หรือยอดเขาอื่น ๆ แต่ยังมียอดเขาของอุตสาหกรรมเอาต์ดอร์ด้วย
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB